เห็ดหลืนจือแดง สายพันธุ์ G2

เห็ดหลืนจือแดง

ประกอบด้วยสารที่มีผลต่อการบำบัดโรคหลายชนิด

แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

สารประเภทที่ละลายน้ำ 30%

สารละลายอินทรีย์ 65%

สารระเหย 5%

เห็ดหลินจือแดงมีสารที่สำคัญที่ช่วยในการบำรุงร่างกายดังนี้

เห็ดหลินจือแดงที่ดี มีอะไรบ้าง?

มีสารไตรเทอร์ปีนอยด์ (Triterpenoids)

บำรุงตับ รักษาตับ

ต้านมะเร็ง

ควบคุมระดับความดันโลหิต ให้ปกติ

ควบคุมภูมิแพ้

ลดคอเลสเตอรอล ปรับไขมันในร่างกายให้ปกติ

เสริมสร้างระบบย่อยอาหารให้ดีขึ้น

ออกฤทธิ์กระตุ้นการทำงานของระบบภูมิต้านทาน

เสริมสร้างภูมิต้านทานของร่างกายและสนับสนุนพลังสุขภาพ

เห็ดหลินจือแดง อายุ 30 วัน

มีสารเยอร์มาเนียม (Germanium)

เป็นสารที่สามารถละลายในน้ำได้เรารู้จักเยอร์มาเนียมกันดีในว่าเป็นสารสำคัญของโสม ที่ช่วยบำรุงร่างกายและรักษามะเร็ง เยอร์มาเนียมที่อยู่ในโสมมีประมาณ 250-320 ppm (ppm คือ 1 ต่อ 1 ล้านส่วน)  ส่วนในดอกเห็ดหลินจือมีเยอร์มาเนียมมากถึง 800 – 2,000 ppm และในรากเห็ดหลินจือมีเยอร์มาเนียมมากถึง 6,000 ppm สารเยอร์มาเนียมมีประโยชน์ต่อร่างกายโดย เพิ่มออกซิเจนในเลือด ทำให้เม็ดเลือดแดงดูดซับออกซิเจนได้มากขึ้น

 มีสารนิวคลีโอไทด์ (Nucleotides)

ช่วยลดความดันโลหิต ลดไขมันในเส้นเลือดและ ป้องกันการอุดตันของไขมันภายในเส้นเลือด

เป็นสารตัวหนึ่งที่พบว่ามีฤทธิ์ในการกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดในหัวใจ ลดแรงต้านทานในผนังของเส้นเลือดหัวใจ ลดการใช้ออกซิเจนของกล้ามเนื้อหัวใจ และเพิ่มความทนทานต่อภาวะขาดออกซิเจนเป็นเวลานานได้

กรดโอเลอิก (Oleic acid)เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวไม่มีสี มีสรรพคุณช่วยยับยั้งการหลั่งฮีสตามีน

โปรตีน Lz-8ช่วยในการควบคุมโรคเบาหวาน ไวรัสตับบี ช่วยปรับระบบภูมิคุ้มกันให้ทำงานปกติ

หลินจือจัดว่าเป็นโปรตีนชนิดสมบูรณ์ เพราะมีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน จากการตรวจสอบปริมาณและอัตราส่วนของกรดอะมิโนชนิดต่าง ๆ จากสารสกัดหลินจือโดยสถาบันวิจัยโครงสร้างแห่งชาติของจีน พบว่ามีคุณสมบัติและมาตรฐานใกล้เคียงกับโปรตีนชนิดสมบูรณ์ที่กำหนดโดยองค์การอาหารและการเกษตร (FAO) และองค์การอนามัยโลกแห่งสหประชาชาติ (WHO)

ผลงานวิจัยเพื่อสังคม

 เห็ดหลินจือ จากงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เห็ดหลินจือ [Ganoderma lucidum (Fr.) Karst.] หรือที่รู้จักกันดีในประเทศไทย “เห็ดหมื่นปี เห็ดจวักงู” ชื่ออังกฤษ “Lacquered mushroom” ชื่อญี่ปุ่น “Mannantake” เห็ดหลินจือ จัดเป็นราชาแห่งสมุนไพรจีน ที่มีการใช้มานานกว่า 4,000 ปี เป็นยาอายุวัฒนะและรักษาโรคต่าง ๆ ในเภสัชตำรับของสาธารณรัฐประชาชนจีน ระบุสรรพคุณเป็นยาบำรุงร่างกาย บรรเทาอาการอ่อนเพลีย แก้หลอดลมอักเสบเรื้อรัง รักษาโรคหัวใจ และช่วยให้นอนหลับ(1)  มีรายงานการศึกษาทางคลินิกพบว่า เห็ดหลินจือมีผลกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยมะเร็งปอด(2) ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่(3) และผู้ป่วยมะเร็งขั้นลุกลาม(4) มีฤทธิ์ต้านปวดและมีความปลอดภัยในการใช้ในผู้ป่วยโรค rheumatoid arthritis(5) รักษาโรค neurasthenia(6) โรคทางเดินปัสสาวะส่วนล่าง(7,8) อาการปวดหลังจากการติดเชื้องูสวัด(9)  นอกจากนี้ยังพบว่าเห็ดหลินจือมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยามากมาย เช่น ฤทธิ์กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน(10-13)  ฤทธิ์ต้านเนื้องอกและมะเร็ง(10,14-16)  ฤทธิ์ป้องกันเส้นประสาทเสื่อม(17-20)  ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด(21-22) ฤทธิ์ลดไขมันในเลือด(23-24) ฤทธิ์ต้านออกซิเดชัน(25-27) ฤทธิ์ต้านการอักเสบ (anti-inflammation)(28-29) เป็นต้น ซึ่งสารสำคัญคือ สารกลุ่ม polysaccharides(10,11,13) สารกลุ่ม triterpenoids(30-33) สารกลุ่ม sterols(34-36) สารกลุ่ม fatty acids(37) สารกลุ่มโปรตีน(38-41) เป็นต้น ซึ่งสารสำคัญดังกล่าวจะพบได้ในส่วนสปอร์มากกว่าส่วนดอก(42) และสปอร์ที่กะเทาะผนังหุ้มมีฤทธิ์กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันและต้านมะเร็งได้ดีกว่าสปอร์ที่ไม่กะเทาะผนังหุ้ม และส่วนดอก(43-45)  มีการศึกษาเกี่ยวกับพิษวิทยาของเห็ดหลินจือทั้งพิษแบบเฉียบพลันและพิษแบบเรื้อรังพบว่ามีความเป็นพิษต่ำมาก และมีความปลอดภัยสำหรับการใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน

ประเทศไทยมีการปลูกเห็ดหลินจือในเชิงพาณิชย์มาเป็นเวลานานกว่า 20 ปี โดยจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในรูปดอกเห็ดหั่นเป็นแผ่น น้ำเห็ดหลินจือ เครื่องดื่มชาเห็ดหลินจือ กาแฟเห็ดหลินจือ เป็นต้น แต่ส่วนใหญ่ยังไม่มีการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์ทั้งสรรพคุณในการรักษาโรคภัยต่าง ๆ หรือการศึกษาการเพาะปลูกตามหลักเกณฑ์ที่ดีในการเพาะปลูก (Good agricultural Practice; GAP) หรือการเก็บสปอร์เห็ดหลินจือมาใช้ประโยชน์ เพื่อการสร้างมูลค่าเพิ่ม ทั้งนี้เนื่องจากขาดการประสานงานของหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีองค์ความรู้แต่ไม่มีการบูรณาการในการศึกษาวิจัยและพัฒนาอย่างจริงจัง

ปี 2551-2554 สถาบันการแพทย์แผนไทย-จีน เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ได้เป็นองค์หลักในการประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ได้แก่ โครงการพิเศษสวนเกษตรเมืองงาย ในพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ พระบรมราชินีนาถ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ สถาบันบริการตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ คณะแพทยศาสตร์ และ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล และ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในการวิจัยและพัฒนาเห็ดหลินจือตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงการใช้ประโยชน์  คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เข้าร่วมโครงการฯ เป็นคณะทำงานการวิจัยเห็ดหลินจือและสปอร์เห็ดหลินจือในระดับพรีคลินิก และคณะทำงานการพัฒนาผลงานการวิจัยเห็ดหลินจือและสปอร์เห็ดหลินจือสู่การใช้ประโยชน์

คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ศึกษา “คุณภาพและปริมาณสารสำคัญของดอกเห็ดและสปอร์เห็ดหลินจือที่ปลูกในประเทศไทย”(46)  โดยตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญกลุ่ม terpenoids(47) และสารกลุ่ม polysaccharides(48,49)   การศึกษานี้จะเป็นข้อมูลบ่งชี้พันธุ์เห็ดหลินจือที่เหมาะสมในการปลูกในประเทศไทย อายุในการเก็บเกี่ยวสปอร์และดอกเห็ด ชนิดของท่อนไม้ที่เหมาะสมในการเพาะเลี้ยงเห็ด และและได้พิสูจน์ให้เห็นว่าสปอร์เห็ดหลินจือ ก่อนนำไปใช้ทางยาจะต้องกะเทาะผนังหุ้ม(50)  ผลการศึกษาคุณภาพและปริมาณสารสำคัญของดอกเห็ดและสปอร์เห็ดหลินจือพันธุ์ MG1, MG2, MG5 พบว่า ระยะเวลาเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมคือ 110 วัน และพันธุ์เห็ดที่มีปริมาณสารกลุ่ม polysaccharides สูงคือ พันธุ์ MG2 โดยพบในสปอร์ที่กระเทาะผนังหุ้ม (4.77%) มากกว่าดอกเห็ด (3.06%) ส่วนพันธุ์ที่มีปริมาณสารกลุ่ม triterpenoids สูง คือ พันธุ์ MG5 โดยพบในก้านดอก (0.55%) มากที่สุด รองลงมาคือดอกเห็ด (0.40%) และสปอร์ (0.27%) ตามลำดับ และพันธุ์ไม้ที่เหมาะสมในการเพาะเลี้ยงเห็ด คือ ไม้ลำไย และไม้สะเดา และงานวิจัยนี้ได้พิสูจน์ว่าสปอร์ที่กะเทาะผนังหุ้มมีสารสำคัญและฤทธิ์ทางยาดีกว่าสปอร์ที่ไม่กะเทาะผนังหุ้ม ทั้งนี้เพราะว่าผนังหุ้มสปอร์มีผนังหนา 2 ชั้น ผนังชั้นนอกเรียบ ผนังชั้นในยื่นคล้ายหนามไปชนผนังชั้นนอก ซึ่งผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าตัวทำละลายแอลกอฮอล์ หรือ dichloromethane ไม่สามารถสกัดสารสำคัญกลุ่ม triterpenoids ออกจากสปอร์เห็ดหลินจือที่ไม่กะเทาะผนังหุ้ม แต่การต้มสปอร์ที่ไม่กะเทาะผนังหุ้มด้วยน้ำจะสกัดสารกลุ่ม polysaccharides ได้บ้าง แต่ปริมาณน้อยกว่าสปอร์ที่กะเทาะผนังหุ้ม นอกจากนี้ในสภาวะที่เป็นกรด หรือเป็นด่าง เลียนแบบสภาวะของกระเพาะและลำไส้ ตามลำดับ ก็ไม่สามารถทำลายผนังหุ้มของสปอร์ได้ ซึ่งพิสูจน์ได้จากการศึกษาภายใต้กล้องจุลทรรศน์อิเลกตรอน และ TLC chromatogram ซึ่งจะสอดคล้องกับกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นที่โรงพยาบาลศิริราชพยาบาล เมื่อผู้ป่วยคนหนึ่งที่รับประทานผงเห็ดหลินจือแล้วมีอาการท้องเสีย เมื่อตรวจอุจจาระพบว่ามีสปอร์เห็ดหลินจือที่มีขนาดและรูปร่างคล้ายกับไข่พยาธิ ซึ่งอาจจะทำให้เข้าใจผิดได้ว่าอาการท้องเสียเกิดจากพยาธิ หลังจากหยุดการรับประทานผงเห็ดหลินจือ อาการต่าง ๆ ก็ดีขึ้น(51) กรณีศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าการรับประทานสปอร์เห็ดหลินจือที่ไม่กะเทาะผนังหุ้ม ร่างกายคนไม่สามารถย่อยผนังหุ้มได้ ทำให้จึงยังคงพบสปอร์ในอุจจาระ ฉะนั้นการรับประทานสปอร์เห็ดหลินจือจึงต้องทำการกะเทาะผนังหุ้มก่อน เพื่อให้สารสำคัญถูกสกัดออกจากสปอร์และดูดซึมเข้าร่างกายได้ ซึ่งจะมีคุณค่าทางยาตามรายงานการวิจัยทางคลินิกหรือพรีคลินิก

 

เป็นที่พอจะทราบกันว่าในร่างกายของคนเราประกอบด้วยเลือดเป็นเหมือนสิ่งที่หล่อเลี้ยงให้ร่างกายอยู่รอด ในเลือดของคนเราประกอบด้วยส่วนประกอบ3 อย่าง ได้แก่

  1. น้ำเลือด (Plasma)

น้ำเลือด หรือ “พลาสมา” เป็นส่วนประกอบหลัก โดยมีอยู่ร้อยละ 55 ของเลือดทั้งหมด มีสภาวะเป็นด่าง มีค่า ph < อยู่ที่ประมาณ 7.4  ประกอบด้วยน้ำ 91และสารอื่นๆ เช่น

โปรตีน  วิตามิน เกลือแร่ เอ็นไซม์ ฮอร์โมน รวมถึงก๊าซอีก 2%

  1. เม็ดเลือด (Blood Cell)

เม็ดเลือดแบ่งได้เป็นสองชนิดคือ

เม็ดเลือดแดง ทำหน้าที่ในการส่งออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกาย มีอายุประมาณ

120 วัน โดยถูกสร้างมาจากไขกระดูก ตับและม้าม

อีกชนิดหนึ่งก็คือเม็ดเลือดขาวมีอายุ 7-14 วัน มีขนาดโตกว่าเม็ดเลือดแดง มีหน้าที่ดักจับทำลายเชื้อโรคเม็ดเลือดขาวจะถูกทำลายได้โดยเชื้อโรคกว่า 80 ซึ่งเม็ดเลือดขาว

จะว่าไปแล้วเรียกได้ว่าเป็นหน่วยทหารที่คอยกำราบผู้บุกรุกจากภายนอก

ถือเป็นอาวุธและบุคคลากรที่ทำหน้าที่หลักในการป้องกันร่างกาย

  1. เกล็ดเลือด ( Platelet หรือ Thrombocyte)

เกล็ดเลือดนั้นไม่ใช่เชลล์แต่เป็นชิ้นส่วนของเซลล์ที่มีรูปร่างไม่แน่นอน มีขนาดเล็ก ไม่มีนิวเคลียส มีอายุประมาณ 3-4 วัน

ถูกสร้างมาจากไขกระดูก มีปริมาณประมาณ 150,000-300,000  ชิ้น / เลือด 1 ลูกบาศก์มิลลิเมตร นอกจากนี้เกล็ดเลือดจะหลั่งสารเคมีไฟบริน ช่วยให้เลือดแข็งตัวเมื่อเกิดบาดแผล

คนเราเมื่อเกิดอาการเจ็บป่วยเพราะเชื้อโรค เม็ดเลือดขาวก็จะออกมาทำหน้าที่ของตนเองโดยเมื่อพบเชื้อโรคมันก็จะเขมือบกินทันที

แต่หากเชื้อโรคนั้นมีความแข็งแรงกว่ามันก็จะทำลายเม็ดเลือดขาวและก่อให้เกิดโรคและความผิดปกติต่างๆ

ขึ้นมาได้ การที่แพทย์เลือกนำเห็ดทางการแพทย์มาใช้กับมนุษย์นั้นก็เพราะต่างเห็นพ้องต้องกันว่า

ในเห็ดทางการแพทย์มีสารออกฤทธิ์สำคัญที่เป็นตัวช่วยกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวทำงานได้ดี

มีความแข็งแรงสู้กับโรคต่างๆ ได้ซึ่งก็คือ โพลีแซคคาไรด์” นั่นเอง

การวิจัยในประเทศจีนพบว่า

ส่วนประกอบโพลีแซคคาไรด์ของเห็ดที่ถูกนำมาใช้ทางการแพทย์อย่างเห็ดหลินจือ

ส่วนใหญ่จะเป็นกรดอะมิโนและโพลีแซคคาไรด์ที่มีขนาดโมเลกุลน้ำหนักเบา จึงช่วยให้เม็ดเลือดขาวเก็บกินสิ่งแปลกปลอมที่บุกรุกในช่องท้องของหนูทดลองได้ดีขึ้น

การวิจัยที่ประเทศญี่ปุ่นจากสถาบันวิจัยยาของมหาวิทยาลัยการแพทย์และเภสัชศาสตร์โทยาม่า

พบว่า หนูที่ให้น้ำเคี่ยวจากเห็ดที่มีสารโพลีแซคคาไรด์จะมีการสร้างภูมิต้านทานในร่างกายที่ดีขึ้นเช่นกัน

อีกงานวิจัยที่รับรองประสิทธิภาพของโพลีแซคคาไรด์ก็คืองานวิจัยของนายแพทย์ชาวญี่ปุ่นชื่อ

ฟูกุมิ โมริชิเกะ

คุณหมอฟูกุมิ โมริชิเกะนั้นจบปริญญาเอกถึง 2 สาขา เป็นอดีตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจ

แต่เปลี่ยนแนวมาเป็นผู้เชี่ยวชาญในการรักษาโรคมะเร็ง ซึ่งในอดีตคุณหมอโมริชิเกะใช้วิธีการจ่ายวิตามินขนาดสูงให้คนไข้เพื่อช่วยให้แผลผ่าตัดหายเร็วขึ้น

จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้ท่านเปลี่ยนจากหมอหัวใจมารักษามะเร็งโดยใช้วิตามินช่วย

รายงานผลการวิจัยและวิธีรักษาคนไข้โรคมะเร็งระยะสุดท้าย

จะใช้การปลูกถ่ายไขกระดูกและใช้วิตามินซีในรูปของกรดแอสคอร์เบต

ในปริมาณ 10 กรัมต่อวัน ปรากฏผลว่า วิธีการดังกล่าวสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับผู้ป่วยมะเร็งที่ใช้วิธีการรักษาแบบเคมีบำบัด ในปีค.ศ.1986 ช่วงฤดูใบไม้ผลิ หลังจากที่คุณหมอโมริชิเกะใช้มีดผ่าตัดช่วยเหลือคนไข้มานานกว่า

36 ปี ท่านก็โชคดีได้เป็นที่ปรึกษาโรคมะเร็งของโรงพยาบาลที่สังกัดอยู่

ทำให้ท่านพยายามสืบหาวิธีการรักษามะเร็งที่ได้ผลดียิ่งกว่าการผ่าตัด นั่นคือวิธีการกระตุ้นให้ร่างกายได้ซ่อมแซมตัวเอง

ในระยะแรกท่านต้องล้มเหลวโดยพยายามนำสารสกัดที่ได้จากเห็ดที่มีสารโพลีแซคคาไรด์มาช่วยรักษาโรค

ในปริมาณต่ำๆแต่ก็ไม่ปรากฏผลทางบวกใดๆ เลยสักโรคเดียว จนทำให้ท่านหลงคิดไปว่า เจ้าเห็ด

(ซึ่งเป็นเห็ดหลินจือ) ที่นำมาใช้รักษาผู้ป่วยนั้นไม่มีทางได้ผล

แต่เหตุการณ์ก็กลับตาลปัตรทำให้แสงสว่างเรืองรองขึ้นมาอีก

เมื่อคนไข้รายใหม่ที่ป่วยเป็นมะเร็งปอดได้เข้ามาอยู่ในมือท่าน

อาการหนักมากแล้วและมีการลงความเห็นจากแพทย์ต่างๆ ว่ารักษาไม่ได้อีกแล้ว พากันส่ายหน้าทั้งหมด

คุณหมอโมริชิเกะตรวจร่างกายให้กับคนไข้และนัดมาอีกครั้งใน 6 เดือน คนไข้สามารถอยู่ต่อไปได้และมาตรวจอาการซ้ำพบว่าอาการบวมต่างๆ ค่อยๆ หายไป

ภาพฉายเอกซเรย์ปอดก็ดีขึ้นมากซึ่งสร้างความประหลาดใจให้คุณหมอ ต้องถามกับตัวเองว่าคนไข้คนนี้ไปทำอะไรมาอาการจึงดีขึ้นอย่างไม่น่าเป็นไปได้ พอคุณหมอสอบถามความก็พบว่า สามีของหญิงคนนั้นเห็นว่าคุณหมอแผนปัจจุบันต่างพากันส่ายหน้าที่จะรักษาโรคมะเร็งของภรรยาได้ก็เลยทำทุกวิถีทางโดยการได้ ปีนขึ้นเขาไปเก็บเห็ดหลินจือและเห็ดไมตาเกะมาให้เคี่ยวคั้นน้ำให้เธอดื่มอยู่เป็นประจำ

ซึ่งคุณหมอก็ตรวจพบว่าปริมาณที่คนป่วยได้รับขนาดยาจากเห็ดคือวันละ 4 กรัมเป็นปริมาณที่มากพอจะให้เซลล์มะเร็งฝ่อตัว คุณหมอจึงทำการผ่าตัดให้ได้แต่สิ่งที่น่ามหัศจรรย์กว่านั้นก็คือ

เมื่อผ่าลงไปในปอดแทนที่จะพบเซลล์มะเร็งกลับพบเพียงพังผืดเก่าๆ เมื่อลองตัดส่วนที่เป็นชิ้นเนื้องอกที่เหลืออยู่ตรงตำแหน่งก้อนในเงาที่เอกซเรย์ออกมาก็พบว่ามีเซลล์มะเร็งเนื้องอกเหลืออยู่ไม่มาก

การค้นพบดังกล่าวทำให้คุณหมอโมริชิเกะตัดสินใจใช้เห็ดหลินจือที่มีสารโพลีแซคคาไรด์ ร่วมกับวิตามินซีขนาดสูงช่วยรักษาคนไข้

คุณหมอพบว่าถ้าคนไข้ได้รับสารโพลีแซคคาไรด์

ในปริมาณสูง 2-9 กรัมต่อวันก็จะทำให้มีผลข้างเคียงคือก่อเกิดอาการท้องร่วง

แต่ถ้าให้ร่วมกับวิตามินซีสูง 6-12 กรัมต่อวัน คนไข้ก็จะมีอาการเป็นปกติ

ก่อนหน้านั้นคุณหมอพอจะทราบแล้วว่า โพลีแซคคาไรด์โมเลกุลใหญ่จะทำให้เกิดอุจจาระร่วง

เพราะมันถูกดูดซึมผ่านผนังลำไส้ได้ลำบาก

วิตามินซีจะเป็นตัวทำให้โมเลกุลนั้นเล็กลง

คนไข้ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งจำนวน 60 รายที่ได้รับสูตรยาใหม่ของดร.โมริชิเกะ ต่างไม่ค่อยพบว่ามีอาการติดเชื้อ

ทำให้คุณหมอเชื่อมั่นว่า โพลีแซคคาไรด์จะสามารถช่วยสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายให้ทำงานดีขึ้นเมื่อมีวิตามินซีมาช่วยให้มีการดูดซึมสารนี้เข้าสู่ร่างกาย

คนไข้หญิงคนหนึ่งป่วยเป็นมะเร็งเต้านม

หลังจากผ่าตัดแล้วอาการทรุดลงอย่างรวดเร็วเพราะมะเร็งกระจายไปที่ปอด เมื่อได้รับสารสกัดจากเห็ดหลิงจือที่มีโพลีแซคคาไรด์ 6 กรัมต่อวัน เป็นเวลานาน 6 เดือนอาการก็ดีขึ้นเป็นลำดับ สามารถหายใจสะดวกขึ้นไม่มีอาการของเนื้อร้ายหลงเหลืออยู่และยังคงใช้เห็ดรักษาอาการต่อไปไม่ยอมเลิกเพราะเกรงจะกลับมาเป็นโรคมะเร็งอีก

คุณหมอโมริชิเกะยังยกตัวอย่างคนไข้โรคมะเร็งเต้านมอีกรายหนึ่ง

ที่มีอาการคล้ายกับว่าเซลล์มะเร็งจะลามเข้าไปในกระดูก

คนไข้มีอาการปวดและเจ็บมากไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายส่วนใดได้นอกจากส่วนหัว

หลังจากให้สารสกัดจากเห็ดขนาด 9-12 กรัมต่อวันเป็นเวลา 2 เดือน

อาการเจ็บปวดก็หายไปหมด คนไข้พอเดินได้

คุณหมอโมริชิเกะจึงสรุปผลการทดลองรักษาด้วยสารสกัดโพลีแซคคาไรด์ที่ใช้ร่วมกับวิตามินซีว่า

ใช้ได้ผลจริง ไม่เพียงแต่โรคมะเร็งเท่านั้นแต่ยังได้ผลดีกับคนไข้ที่ป่วยเป็นโรคตับอักเสบและความดันโลหิตสูง

และโรคอื่นๆ อีกมากมาย ปัจจุบันงานวิจัยของคุณหมอโมริชิเกะได้รับการยอมรับและมีการศึกษาเผยแผ่องค์ความรู้นี้ไปทั่วโลกทั้งในจีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา รวมถึงประเทศไทยเราด้วย

งานวิจัยของ ดร.หนี จุง เย่า สถาบันวิจัยอินเตอร์เนชั่นแนล เหม่หลัว สาธารณรัฐประชาชนจีน

ศาสตราจารย์หนี จุง เย่า เป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวจีนที่มีฝีไม้ลายมืออันดับหนึ่งของสถาบันเหม่หลัว อินเตอร์ฯ

เป็นหนึ่งในกรรมการของคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านเชื้อจุลินทรีย์ศาสตร์ของประเทศจีนเป็นศาสตราจารย์รับเชิญจากชมรมร่วมรักษาโรคแพทย์แผนจีนและแพทย์แผนปัจจุบัน และเป็นกรรมการบริหารประจำหน่วยเห็ดแห่งมณฑลเจอ เจียง อาจารย์หนี จุง เย่า ได้ทำงานด้านชีวจุลินทรีย์ มากว่า 30 กว่าปี ทำหัวข้อวิจัยได้สำเร็จ 30 กว่าข้อ มีผลงานตีพิมพ์บนนิตยสารต่างๆ ของจีนมากมาย

ในช่วงต้นยุคทศวรรษที่  70 ศาสตราจารย์หนี จุง เย่า ได้ตั้งเป้าหมายของตัวเองว่าต้องแก้ปัญหา

โรคหลอดลมอักเสบของผู้สูงอายุให้ได้จึงเริ่มวิจัยค้นคว้าเห็ดบริโภคเพื่อสุขภาพ โดยใช้เวลากว่า 30 ปีในการศึกษาวิจัยค้นพบประโยชน์ของโพลีแซคคาไรด์เช่นกันผลงานวิจัยของศาสตราจารย์ หนี จุง เย่า ทำให้เกิดเทคนิคการได้ โพลีแซคคาไรด์จากเส้นใยเห็ด กลายเป็นผลงานสร้างแหล่งอาหารสมัยใหม่ให้ชาวโลกได้ใช้ประโยชน์ ย่อมแสดงให้เห็นแล้วว่าโพลีแซคคาไรด์ที่พบในเห็ดทางการแพทย์นั้นมีประสิทธิภาพและได้รับการยอมรับมากมายเพียงใด

และยังมีสารนิวคลีโอไทด์ (Nucleotides) ชะลอการก่อตัวของเกร็ดเลือดและละลายลิ่มเลือด ป้องกันเส้นเลือดอุดตันจากลิ่มเลือด และระบบประสาท

รวมทั้งมีสารอาดีโนซีน (Adenosine) เป็นสารละลายอินทรีย์

ลดคอเลสเตอรอลและลดไขมันในเลือด ป้องกนการอุดตันของเส้นเลือด ป้องกันหัวใจขาดเลือด

ปรับความแข็งแรงให้แก่เยื่อหุ้มเซล์เม็ดเลือดแดง

เสริมสร้างฮอร์โมนในร่างกายให้แข็งแรงขึ้น

ช่วยในการขจัดสารพิษและสร้างสมดุลย์ให้แก่ร่างกาย

และสารสารกาโนเดอริก (Ganoderic Essence)  ช่วยลดความดันโลหิต ลดไขมันในเส้นเลือดและ ป้องกันการอุดตันของไขมันภายในเส้นเลือด

และสารอัลคาลอยด์ (Alkaloids)เป็นสารตัวหนึ่งที่พบว่ามีฤทธิ์ในการกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดในหัวใจ ลดแรงต้านทานในผนังของเส้นเลือดหัวใจ ลดการใช้ออกซิเจนของกล้ามเนื้อหัวใจ และเพิ่มความทนทานต่อภาวะขาดออกซิเจนเป็นเวลานานได้

กรดโอเลอิก (Oleic acid)เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวไม่มีสี มีสรรพคุณช่วยยับยั้งการหลั่งฮีสตามีน

โปรตีน Lz-8ช่วยในการควบคุมโรคเบาหวาน ไวรัสตับบี ช่วยปรับระบบภูมิคุ้มกันให้ทำงานปกติ

และกรดอะมิโนจำเป็น (Essential amino acids) หลินจือจัดว่าเป็นโปรตีนชนิดสมบูรณ์ เพราะมีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน จากการตรวจสอบปริมาณและอัตราส่วนของกรดอะมิโนชนิดต่าง ๆ จากสารสกัดหลินจือโดยสถาบันวิจัยโครงสร้างแห่งชาติของจีน พบว่ามีคุณสมบัติและมาตรฐานใกล้เคียงกับโปรตีนชนิดสมบูรณ์ที่กำหนดโดยองค์การอาหารและการเกษตร (FAO) และองค์การอนามัยโลกแห่งสหประชาชาติ (WHO)

ในส่วนของรากเห็ดหลินจือ (Excelium) มีสเปคตรัมวิตามินและแร่ธาตุที่ครบถ้วน และมีส่วนประกอบของโพลีแซคคาไรด์และสารเยอร์มาเนียม มากกว่าในดอกเห็ดหลินจือ (Ganoderma Lucidum) ถึง 4 เท่า  ปริมาณเยอร์มาเนียมที่อยู่ในรากเห็ดหลินจือมีมากถึง 6,000

เห็ดหลินจือจึงเป็นความหวังของผู้ป่วยที่ใช้ทดแทนหรือใช้ควบคู่กับยาแผนปัจจุบันบางอย่าง และใช้เป็นอาหารเสริมบำรุงร่างกาย  เนื่องจากมีคุณสมบัติเห็ดหลินจือสายพันธุ์สีแดงสามารถรักษาโรคต่างๆ ได้ และมีความปลอดภัยสูง 

Leave a comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น